ประวัติความเป็นมาของสมาคมค้าทองคำ
ธุรกิจทองคำถือว่าอยู่คู่กับสังคมไทยมาช้านาน ในอดีตวงการค้าทองคำจะเป็นลักษณะต่างคนต่างทำ ส่งผลให้เกิดความเหลื่อมล้ำในการประกอบการค้า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการใช้เปอร์เซ็นต์ทอง ผู้ค้าบางรายทำทอง 99% บ้างก็ใช้ทอง 97% การทำตลาดเรื่องค่ากำเหน็จ เวลาปิด - เปิดฯลฯ ซึ่งปัญหาเหล่านี้ต้องได้รับการแก้ไขโดยเร็ว
เมื่อสภาพปัญหาดังกล่าวได้เริ่มรุนแรงมากขึ้น ทางผู้ประกอบการร้านค้าทองจึงได้มาร่วมประชุมกัน เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น พร้อมทั้งกำหนดมาตรฐานการค้าทองร่วมกัน เพื่อให้การแข่งขันมีความเสมอภาค ในขั้นต้น ที่ประชุมเห็นควรที่จะจัดตั้งขึ้นเป็นชมรมภายใต้ชื่อ “ชมรมร้านทอง 11 ห้าง” พร้อมกันนั้นยังได้กำหนดกฎระเบียบในเรื่องต่าง ๆ เพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน และเกิดความเท่าเทียมกัน
สำหรับมาตรฐานความบริสุทธิ์ของทองรูปพรรณ ที่ประชุมตกลงกันเลือกใช้ความบริสุทธิ์ที่ 96.5% เพราะเห็นว่าหากให้ทองเปอร์เซ็นต์สูงถึง99.99% จะไม่เหมาะสมกับตลาดและสภาพการใช้งานในเมืองไทย เนื่องจากผู้บริโภคนิยมใส่สร้อยห้อยพระทุกวัน หากใช้ทองเปอร์เซ็นต์สูงซึ่งจะมีความนิ่ม ก็จะยืดและเสียทรง แต่หากใช้ทองเปอร์เซ็นต์ต่ำกว่า 96.5% เวลาถูกไฟ สีสันจะเปลี่ยนไป ดังนั้น ทอง 96.5% ถือว่ากำลังดี เพราะสามารถผลิตงานทุกรูปแบบตามความต้องการของตลาด
อย่างไรก็ตามการออกมาตรฐานดังกล่าว ก่อให้เกิดปัญหาในการดำเนินงานของชมรม เนื่องจากร้านที่ไม่ยอมรับมาตรฐานทอง 96.5% ก็จะไม่ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิก เพราะข้อบังคับระบุไว้ แต่จากความจำเป็นที่ต้องการเพิ่มสมาชิกเพื่อสร้างอำนาจต่อรองในเรื่องต่างๆ จึงมีการประชุมหารือกันเพื่อแก้ไขข้อบังคับ เพื่อเปิดโอกาสให้ร้านค้าที่สนใจเข้ามาร่วมมากขึ้น ประกอบกับภายหลังชมรมก็มีผลงานออกมา ทำให้ทุกคนรู้ว่าชมรมทำเพื่อส่วนรวมไม่ใช่เพื่อร้านทองในเยาวราช
จากนั้นพัฒนาการของชมรมร้านทอง 11 ห้าง ก็พัฒนาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มีกฎระเบียบต่างๆ เข้ามาเกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจ อาทิ เรื่องการจัดเก็บภาษี แกนนำในชมรมจึงมีความคิดที่จะจัดตั้งเป็นสมาคม อย่างเป็นทางการ เพื่อจะได้สามารถเจรจากับทางภาครัฐได้อย่างสะดวก
จนกระทั่ง ปี พ.ศ. 2526 ก็ได้ยื่นขอจัดตั้งเป็นสมาคมขึ้นภายใต้ชื่อ “สมาคมค้าทองคำ” และได้รับอนุญาตให้จัดตั้งขึ้นเป็นสมาคมอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2526
โดยสมาชิกสมาคมในระยะแรกประกอบด้วยร้านค้าทองในย่านเยาวราช และต่อมาได้มีสมาชิกที่ประกอบธุรกิจค้าทองคำเข้ามาเพิ่มเติมขึ้นเป็นลำดับ ทั้งนี้สมาคมฯ ได้จัดตั้งขึ้นเพื่อการสนับสนุนช่วยเหลือและแลกเปลี่ยนความรู้ ข้อมูลข่าวสาร และความคิดเห็นในระหว่างสมาชิก ในอันที่จะอำนวยประโยชน์แก่การประกอบธุรกิจ รวมทั้งให้เกิดประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมการเงินและเศรษฐกิจโดยรวมด้วย ตลอดจนสมาคมฯ ยังทำหน้าที่เป็นตัวแทนของผู้ประกอบการค้าทองคำ ในการเจรจาทำความตกลงกับบุคคลหรือองค์กรต่างๆ ภายนอกเพื่อประโยชน์ร่วมกันในการประกอบธุรกิจของสมาชิก นับจนถึงปัจจุบัน สมาคมฯ ได้มีบทบาทและผลงานเป็นที่รู้จักและยอมรับกันโดยทั่วไปในฐานะเป็นตัวแทนภาคเอกชนผู้ประกอบการค้าทองคำ
วัตถุประสงค์ของสมาคมของสมาคมนี้มีวัตถุประสงค์ ดังต่อไปนี้
1.ส่งเสริมการประกอบวิสาหกิจประเภทที่เกี่ยวกับ การค้าทองคำ
2.สนับสนุนและช่วยเหลือสมาชิก แก้ไขอุปสรรคข้อขัดข้องต่างๆ รวมทั้งเจรจาทำความตกลงกับ บุคคลภายนอก เพื่อประโยชน์ร่วมกันในการประกอบวิสาหกิจของสมาชิก สอดส่องและติดตามความเคลื่อนไหวของตลาดการค้าทองคำ ทั้งภายในและภายนอกประเทศ เพื่ออำนวยประโยชน์แก่การประกอบธุรกิจการค้าอุตสาหกรรมการเงิน หรือ เศรษฐกิจ
3.ประสานความสามัคคี และแลกเปลี่ยนความรู้ความคิดเห็นซึ่งกันและกันในทางวิชาการข่าวสารการค้า ตลอดจนการวิจัยเกี่ยวกับการตลาดการค้าทองคำ
4.ขอสถิติ หรือเอกสาร หรือขอทราบข้อความใดๆ จากสมาชิก เกี่ยวกับการดำเนินการค้าทองคำ ทั้งนี้ด้วยความยินยอมจากสมาชิก
5.ส่งเสริมคุณภาพของทองคำที่สมาชิกเป็นผู้ผลิต หรือจำหน่ายให้เข้าสู่มาตรฐานที่ดี ตลอดจนวิจัยและปรับปรุงการผลิต และการค้าให้ได้ผลดียิ่งขึ้น
6.ร่วมมือกับรัฐบาลในการส่งเสริมคุณภาพทองคำให้อยู่ในมาตรฐานที่ดี สอดคล้องกับนโยบายของทางราชการ
7.ส่งเสริมการผลิตเพื่อให้ทองคำมีปริมาณเพียงพอแก่ความต้องการของตลาดทั้งภายในและภายนอกประเทศ
8.ทำความตกลงหรือวางระเบียบให้สมาชิกปฎิบัติ หรืองดเว้นการปฎิบัติ เพื่อให้การประกอบวิสาหกิจของสมาชิกให้ดำเนินการไปด้วยความเรียบร้อย
9.ส่งเสริมพลานามัย กีฬา และจัดงานบันเทิงเป็นครั้งคราว
10.ประนีประนอมข้อพิพาทระหว่างสมาชิก หรือระหว่างสมาชิกกับบุคคลภายนอกในการประกอบวิสาหกิจ
11.ให้ความอนุเคราะห์แก่สมาชิกในด้านงานสวัสดิการ เท่าที่ไม่เป็นการต้องห้ามตามมาตรา22 แห่งพระราชบัญญัติสมาคมการค้าพุทธศักราช 2509
12.ไม่ดำเนินการในทางการค้า หรือการเมืองอย่างใดทั้งสิ้น
ผลงานที่ผ่านมา
ปัญหาโครงสร้างภาษีอากรนับเป็นอุปสรรคสำคัญยิ่งต่อการดำเนินธุรกิจค้าทองคำ และมีผลกระทบอย่างกว้างขวาง ซึ่งสมาคมฯได้มีบทบาทผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภาษี เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและเอื้อต่อการประกอบธุรกิจของผู้ประกอบการค้าทองคำทั้งประเทศ
- การขอปรับอัตราภาษีศุลกากรสำหรับการนำเข้าทองคำ สืบเนื่องจากในสมัยก่อนการนำเข้าทองคำจะต้องเสียภาษีนำเข้าในอัตราสูงถึง 35% ส่งผลให้มีการลักลอบนำทองคำเข้ามาในประเทศเป็นจำนวนมาก และไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวม สมาคมฯ มองว่าทองคำเปรียบเสมือนเงินตรา และสามารถนำมาเป็นทุนสำรองระหว่างประเทศได้เมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจที่ผ่านมา ดังนั้น จึงควรให้ยกเว้นภาษีนำเข้า และส่งออกทองคำแท่ง และได้ผลักดันจนมีการปรับลดอัตราภาษีเหลือ 5% และต่อมาได้ลดลงเหลือ 0% ปี 2535 ทั้งยังทำให้ประชาชนผู้บริโภค สามารถซื้อทองคำในราคาที่สะท้อนความเป็นจริงกับตลาดโลก
- การเปลี่ยนแปลงการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับธุรกิจค้าทองคำ จากที่การจัดเก็บภาษีในรูปแบบเดิมมีปัญหาในทางปฏิบัติและก่อให้เกิดปัญหาการหลีกเลี่ยงภาษีอย่างมาก ภาษีมูลค่าเพิ่มมีผลทำให้กำลังซื้อของประชาชน และความต้องการที่จะเปลี่ยนทองคำลดลง เนื่องจากต้องเสียภาษีซ้ำซ้อน ส่งผลให้ธุรกิจการค้าทองคำไม่ขยายตัว เนื่องจากไม่มีอุปสงค์ ดังนั้น สมาคมฯ จึงเป็นตัวแทนในการให้ข้อมูล ข้อปรึกษาและเปรียบเทียบผลดีผลเสีย และปัญหาของห่วงโซ่ธุรกิจการค้าทองคำ ซึ่งผลจากการที่สมาคมฯ ผลักดันในครั้งนั้น ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงการจัดเก็บภาษีในรูปแบบใหม่ที่เป็นมาตรฐานเดียวกับสากล กล่าวคือจัดเก็บภาษีเฉพาะส่วนต่างของมูลค่าที่เพิ่มขึ้นจากราคาทองคำแท่งซึ่งเปรียบเสมือนเงินตรา ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อปี 2543
- ด้านการพัฒนาอุตสาหกรรม และธุรกิจค้าทองคำ
- การสร้างมาตรฐานเปอร์เซ็นต์ทอง 96.5% ทั่วประเทศ
นอกจากเรื่องการจัดระเบียบภาษีในวงการค้าทองคำแล้ว อีกผลงานที่ถือว่าสร้างความประทับใจให้กับร้านค้าทองทั่วประเทศก็คือ การร่วมมือกับ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ในการสร้างมาตรฐานทองรูปพรรณให้มีเปอร์เซ็นต์ความบริสุทธิ์ของทอง 96.5% เริ่มตั้งแต่ต้นทางคือการควบคุมโรงงานผู้ผลิต หรือร้านค้าส่งทุกรายให้ผลิตสินค้าที่มีมาตรฐานตามที่กำหนด ไปจนถึงปลายทางคือร้านค้าปลีก โดยมีการสุ่มตรวจอยู่เสมอ ถือเป็นการตรวจจากต้นน้ำ เมื่อต้นน้ำดี ปลายน้ำย่อมดีตามไปด้วย ทำให้ในปัจจุบันปัญหาทองเขียว หรือทองเปอร์เซ็นต์ต่ำที่พบบ่อยครั้งในอดีต หมดไปจากท้องตลาด ผู้บริโภคได้มีความเชื่อมั่นว่าจะได้รับทองคำที่ได้มาตรฐาน แม้ว่าในช่วงแรกของการดำเนินงาน จะมีแรงต้านเพราะเห็นว่าการที่จะสร้างมาตรฐานเดียวกันมันยุ่งยาก พร้อมกันนั้นยังมีมาตรการลงโทษ หากร้านค้าปฏิบัติไม่ได้มาตรฐานตามที่กำหนด แต่เมื่อทุกคนรู้ว่าปฏิบัติตามมาตรฐานแล้ว จะทำให้การค้าทองได้รับความน่าเชื่อถือ และส่งผลดีต่อการประกอบธุรกิจในอนาคต หลายคมก็เริ่มให้ความร่วมมือ และเข้าร่วมในการดำเนินงาน ในอดีตผู้บริโภคที่ต้องการจะซื้อทอง ก็จะมุ่งหน้ามายังเยาวราช เพราะเห็นว่าเป็นทองที่มีมาตรฐาน แต่เมื่อมีโครงการนี้เข้ามา มีเครื่องหมายที่ประกาศรับรองจาก สคบ. เพราะ สคบ. มีการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับทราบโครงการดังกล่าว ทำให้บรรดาร้านค้าทองขายดีขึ้น และอยากเข้าร่วมโครงการพร้อมกับเห็นชอบกับแนวทางการดำเนินงานของสมาคม
- การให้การคุ้มครองผู้บริโภคโดยการประกันราคารับคืนทองรูปพรรณ
สมาคมค้าทองคำให้ความร่วมมือภาครัฐในการให้ร้านทองประกันราคารับซื้อคืนทองรูปพรรณของตัวเอง โดยทำให้ผู้บริโภคมั่นใจว่าเมื่อซื้อทองจากร้านนั้นๆ แล้ว เมื่อนำมาขายคืนจะไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบ